Story of Apple M1 Chip

 


ในวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา Apple ได้ทำการเปิดตัวชิปประมวลผลใหม่ที่มีชื่อว่า M1 ออกมา ความแตกต่างคือชิปชนิดนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบ ARM ไม่ใช่ X86 ซึ่งผมจะเล่าให้ฟังต่อไปถึงความแตกต่างของชิปทั้งสองแบบนี้ เพราะสิ่งที่ Apple ทำในตอนนี้ ถือว่าเป็นการวิวัฒน์ (Evolution) เข้าสู่ยุคใหม่ของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์เลยก็ว่าได้ ต่อจากนี้ไปขอให้ทุกท่านลองเปิดใจ รับชม รับฟัง ข้อมูลและแนวคิดที่ผ่านการกลั่นกรองจากสมองอันน้อยนิดของผมได้เลยครับ




Story of Apple M1 Chip


ก่อนที่จะเล่าถึงชิป M1 ผมจะขอเล่าถึงเส้นทางการวิวัฒน์ของบริษัท Apple ให้ฟังก่อน จากภาพที่ผมสรุปไว้นี้เป็นยอดภูเขาเท่านั้น เพราะมีนวัตกรรมอีกมากมายที่ Apple ทำขึ้นมา เรื่องราวของ Apple เริ่มจากสตีฟ จ็อบ และเพื่อนๆ สายเนิร์ดของเขา ที่รวมกันทำคอมพิวเตอร์อยู่ในโรงรถ บริษัท Apple เริ่มต้นบริษัทร้อยล้านจากตรงนี้ จากโรงรถและจากการทำคอมพิวเตอร์ ซึ่งในยุคนั้นคอมพิวเตอร์ถือว่าเป็นเรื่องไกลตัวผู้คนมาก และ Apple ก็ค่อยๆ สร้างจักรวาลของตัวเองขึ้นมา นั่นคือจักวาลของคอมพิวเตอร์ และผมขอให้ชื่อมันว่า Macintosh universe 
(แนะนำ | หนังสือ Steves Jobs ผู้เขียน Walter Isaacson ) 

ต่อมาบริษัท Apple ได้เติบโตขึ้นจากการทำการปฏิวัติวงการเพลง ด้วยการสร้าง iTunes และ iPod ออกมา ทำให้ศิลปินมีรายได้เพิ่มมากขึ้นโดยการขายเพลงทีละเพลง จากที่ขายเพลงเป็นแผ่นซีดีในยุคนั้น จักรวาลที่สองที่ Apple สร้างขึ้นนี้ผมขอเรียกมันว่า iTune universe 

ในระหว่างนั้น Apple ได้เข้าซื้อบริษัท FingersWorks ซึ่งมีภารกิจของบริษัทในการทำจอทัชสกรีน เพื่อช่วยผู้ป่วยที่เคลื่อนไหวไม่ได้ ซึ่งผมถือว่าการซื้อครั้งนี้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมของ   Apple มาก เพราะถ้าเราได้ลองใช้ผลิตภัณฑ์ของ Apple จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าจอทัชสกรีนของ Apple ตลอดจน touchpad ในแมคนั้นลื่นไหลจนไม่ต้องใช้เมาส์กันเลย ซึ่งต่างจากของค่ายอื่นๆ มาก ซึ่งที่มาของทั้งหมดนั้นก็มาจากการเข้าซื้อเทคโนโลยีและบุคลากรของบริษัท FingerWorks ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มเทคโนโลยีนี้ มาพัฒนาต่อนั่นเอง 

สิ่งที่ตามมาหลังจากนี้คือการที่ Apple พยายามทำ iPod ให้เป็นจอทัชสกรีน จนเกิดไอเดียในการที่จะรวม iPod เข้ากับโทรศัพท์มือถือ ซึ่งในยุคนั้นคนที่ครองตลาดอยู่ก็คือโนเกีย และแบคเบอร์รี่ 
(แนะนำ | การเปิดตัว iPhone https://www.youtube.com/watch?v=x7qPAY9JqE4

ซึ่งคำถามมีอยู่ว่า Apple จะยกระดับ iPod ให้ไปเป็นมือถือ หรือจะลดระดับของ Macintosh ลงมาเป็นมือถือกันแน่ และแน่นอนสตีฟ จ็อบได้แบ่งคนของเขาออกเป็นสองทีม เพื่อทำทั้งสองทางเลย
( หลักการ A & B principle)
และสุดท้ายทีมที่ทำสำเร็จก่อน และมีแนวโน้มจะขายได้ก็คือทีมที่ยกระดับ iPod ขึ้นมาเป็นมือถือและเป็นการก้าวเข้าสู่จักรวาลที่สามของ Apple นั่นก็คือ iPhone universe 
*** แม้ทีมที่ทำการลดระดับ Macintosh ลงมาเป็นมือถือจะทำไม่สำเร็จในช่วงเวลานั้น แต่ต่อมาทีมนี้ก็ทำให้เราได้ใช้ iPad ซึ่งเป็นจักรวาลที่สี่ต่อจาก iPhone นั่นเอง

ในระหว่างที่เวลาเดินไปข้างหน้าเรื่อย มีกฎอยู่อย่างหนึ่งในวงการเทคโนโลยีที่รอการพิสูจน์ตามเวลาที่เคลื่อนไปข้างหน้าเช่นนี้ นั่นคือ กฎของมัวร์ (Moore’s law) ใจความง่ายๆ ก็คือทรานซิสเตอร์จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุกๆปี หรือภาษาคนง่ายๆ ก็คือ ซีพียู หรือสมองของคอมพิวเตอร์จะแรงขึ้นสองเท่าทุกปีนั่นเอง

แล้ว M1 เริ่มตอนไหน

สำหรับผม ชิป M1 เริ่มมาพร้อมกับ Apple ตั้งแต่ในโรงรถแล้ว เพราะถ้าดูแนวทางการพัฒนาของ Apple มาจะเห็นว่า Apple ได้ลงมือทำทุกอย่างเองตั้งแต่รากฐาน ทั้งชิป (สมอง) ตัวคอมพิวเตอร์ Macintosh (ร่างกาย) และร่างกายนั้นก็แตกสาขาออกไปเป็น iPod iPhone และ iPad และ Apple watch ซึ่งก็สร้างขึ้นมาจากหลักการเดียวกันนั่นคือพัฒนาสมองใหม่ที่เหมาะสมให้กับร่างกายใหม่แต่ละสาขา
*** ต่อไปผมจะของใช้คำว่าสมองแทนคำว่า CPU หรือหน่วยประมวลผลทั้งหมดนะครับ

ซึ่งสมองทั้งหมด Apple พัฒนาขึ้นมาเอง ยกเว้นสมองของ Macintosh ที่ได้ให้ทางบริษัท Intel ที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้มากกว่าทำให้ 
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น 
ก็เพราะเทคโนโลยีที่ใช้ในคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พกพามันเป็นสมองที่สร้างมาจากสถาปัตยกรรมคนละแบบกันนั่นเอง เอาง่ายก็เหมือนแมวกับเสือนั่นหล่ะครับ มีบรรพบุรุษร่วมกันแต่มันเป็นคนละสายพันธุ์ และผสมพันธุ์กันไม่ได้

สถาปัตยกรรมแบบ X86 

หรือสถาปัตยกรรมที่สร้างสมองของคอมพิวเตอร์ เป็นสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาให้สามารถปรับแต่งสมองนี้ได้เช่นเพิ่ม RAM เป็นต้น และสมองแบบนี้ถูกออกแบบมาให้ทำงานกับคำสั่งที่ยาวๆ และสั่งมาเป็นชุดเดียวพร้อมกันเลย ตัวอย่างเช่นเราพิมพ์ตัวอักษรตัว A แบบที่ผมทำนี้ต้องมีคำสั่งมากมายในชุดคำสั่งตัวเอ คือต้องบอกขนาด บอกสี บอกฟอนต์ บอกว่ามีขีดเส้นใต้ บอกว่าต้องเอียง เป็นต้นซึ่งทั้งหมดจะถูกส่งมาพร้อมกันและเข้าไปในสมองแบบ X86 ให้ประมวลผลทีเดียว ปัญหาที่ตามมาของสมองแบบนี้คือ กินไฟเยอะ และมีความร้อนเกิดขึ้น และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ถึงใช้งานแบบที่ใช้เพียงพลังงานจากแบตเตอรี่ได้ไม่กี่ชั่วโมง
ผมของให้นิยามของสมองแบบ X86 ว่า “ยาว ใหญ่ กินไฟเยอะ”

สถาปัตยกรรมแบบ ARM (Advanced RISC Machine) 

หรือสมองของอุปกรณ์พกพา เป็นสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาสำหรับคำสั่งง่ายๆ รีบทำรีบจบ ซึ่งมันเพียงพอแล้วสำหรับอุปกรณ์พกพาในยุคแรก ที่ต้องการเพียงการเลื่อนรายชื่อคนที่จะโทรหา หรือพิมพ์ข้อความ โดยที่ไม่ต้องมีลูกเล่นของข้อความอะไร ซึ่งข้อดีก็คือมันกินไฟน้อยมาก นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมโทรศัพท์ถึงใช้งานได้ทั้งวันโดยที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่อย่างเดียว
ผมขอให้นิยามของสมองแบบ ARM ว่า “เล็ก สั้น ขยันซอย”

ต่อมาด้วยกฎของมัวร์ และปรัชญาการทำงานของ Apple ทำให้สมองแบบ ARM พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจนตอนนี้ผมบอกได้เลยว่าโทรศัพท์ iPhone ที่เราถืออยู่มันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าสมองของยาน Apollo 11 ที่ลงจอดบนดวงจันทร์ซะอีก
*** เดี๋ยวผมจะมาเล่าปรัชญาการทำงานของ Apple ในมุมมองของสาวก Apple และนักชีววิทยาให้ฟังในบทความหน้านะครับ

ถึงตอนนี้ ปี 2020 Apple ได้นำเสนอคอมพิวเตอร์ Macintosh ที่ใช้สมองแบบ ARM หรือชิป M1 ออกมา ซึ่งมันคือการเอาสมองของโทรศัพท์มาใส่ในคอมพิวเตอร์ที่มีคำสั่งที่ซับซ้อน และนี่จึงถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของวงการเทคโนโลยีเลยก็ว่าได้ 

พูดง่ายๆก็ คือตอนนี้ Apple ได้เอาสมองของแมว มาใส่ในร่างของเสือแล้วนั่นเอง 
ซึ่งข้อดีคือมีร่างกายที่แข็งแรงดั่งเสือ แต่กินไฟน้อย และปราดเปรียวเยี่ยงแมว

"แนวโน้มหลังจากนี้คือคู่แข่งที่ทำคอมพิวเตอร์ทั้งโลกต้องตามเทคโนโลยีนี้ของ Apple ให้ทันไม่เช่นนั่นจะไม่สามารถแข่งกับ Apple ได้อีกเลย"

November 26, 2020
0

Comments

Search

Contact Me